บริษัทบุหรี่ อุตสาหกรรมยาสูบ
26/ 07/ 2557 3,359
บริษัทบุหรี่การค้ากำไรบนชีวิตมนุษย์

 

Prof. Stan Glantz จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา กล่าวไว้ว่า “หากเราจะลดการระบาดของมาเลเรีย เราต้องศึกษาพฤติกรรมของยุงที่เป็นพาหะนำโรคมาเลเรีย แต่หากเราต้องการลดการระบาดของมะเร็งปอด เราต้องศึกษาพฤติกรรมของอุตสาหกรรมบุหรี่”

            เพราะ “พาหะที่ทำให้บุหรี่ระบาดไปทั่ว” คือ อุตสาหกรรมบุหรี่

            ในปี พ.ศ. 2541 รัฐมินิโซตา สหรัฐอเมริกา ได้ฟ้องอุตสาหกรรมบุหรี่และชนะคดี ผลที่สำคัญของการชนะคดีนี้ ไม่ได้อยู่ที่เงินชดเชยก้อนโต หรือการสั่งห้ามโฆษณาบุหรี่ในรัฐมินิโซต้า แต่อยู่ที่การที่ศาลมีคำสั่งให้อุตสาหกรรมบุหรี่เปิดเผยเอกสารลับนับล้านชิ้น ซึ่งประกอบด้วย จดหมาย บันทึกข้อความ ผลงานวิจัย การศึกษาต่างๆ แผนการตลาด นโยบาย เอกสารที่ถูกตีพิมพ์เผยแพร่และข่าว ในประเด็นต่างๆ มากมาย

            ขณะนี้เอกสารเหล่านี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่ห้องเก็บเอกสารของรัฐมินิโซตา สหรัฐอเมริกา และที่เมืองกิลฟอร์ด ประเทศอังกฤษ คนทั่วไปสามารถเข้าไปดูเอกสารเหล่านี้ได้ ทางเว็บไซต์ของอุตสาหกรรมบุหรี่ และอีกหลายๆ เว็บไซต์ที่จัดขึ้นโดยเฉพาะเพื่อให้ค้นคว้าได้สะดวก

            จากเอกสารลับของบริษัทบุหรี่ ทำให้เรารู้ถึงข้อมูลซึ่งไม่เคยถูกเปิดเผยที่ใดมาก่อน เกี่ยวกับแนวคิดและกลยุทธ์ต่างๆ ของบริษัทบุหรี่ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา

            เอกสารลับเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า

  • อุตสาหกรรมบุหรี่ได้ปิดบังมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี ถึงความจริงเกี่ยวกับฤทธิ์การเสพติดและอันตรายที่เกิดจากบุหรี่
  1. อุตสาหกรรมบุหรี่ได้ว่าจ้างและจ่ายเงินให้นักวิทยาศาสตร์เพื่อให้ข้อมูลที่สร้างความสับสนเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ต่อสุขภาพ
  2. อุตสาหกรรมบุหรี่เกี่ยวข้องกับการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อน
  3. อุตสาหกรรมบุหรี่พยายามหลากหลายวิธีที่จะขัดขวางมาตรการควบคุมยาสูบที่มีประสิทธิภาพ ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ในทุกวันนี้ อุตสาหกรรมบุหรี่ก็ยังคงดำเนินกลยุทธ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่

ปฏิเสธหลักฐานทางสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอันตรายของควันบุหรี่มือสอง ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2548 ทาง FOREST (Freedom Organization on the Right to Enjoy Smoking Tobacco) ซึ่งเป็นองค์กรที่รณรงค์เรื่องสิทธิที่จะมีความสุขจากการสูบบุหรี่ในประเทศอังกฤษ ได้ออกข่าวทางวิทยุในฮ่องกง ว่ายังไม่มีการพิสูจน์ได้เลยว่าควันบุหรี่มือสองเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ท้าทายนโยบาย กฎหมาย และโครงการต่างๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมยาสูบ เช่น การขึ้นภาษี การห้ามโฆษณา การจัดเขตปลอดบุหรี่ ท้าทายกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในภัตตาคารและบาร์ โดยการชี้แนะว่าไม่ต้องมีกฎหมาย แต่ใช้การบริหารจัดการปัญหาการสูบบุหรี่ด้วยตัวภัตตาคารเองเป็นวิธีที่ดีที่สุด เป็นต้น บริษัทบุหรี่จะให้การสนับสนุนมาตรการต่างๆ ที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือมีประสิทธิภาพน้อย เช่น ห้ามขายบุหรี่แก่เด็ก คำเตือนข้างซองบุหรี่ที่มีขนาดเล็ก และโครงการรณรงค์ที่ทำกับโรงเรียน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการจ้างนักวิ่งเต้น (นักล็อบบี้) ทั้งในระดับรัฐและระดับประเทศ เพื่อเคลื่อนไหวให้บุหรี่ เป็นสินค้าที่มีการควบคุมน้อยที่สุด และสนับสนุนร่างกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมบุหรี่

การซื้อนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ เพื่อสร้างข้อมูลในการโต้แย้งกับข้อมูลของฝ่ายรณรงค์ เช่น การจัดตั้งสภาวิจัยเรื่องยาสูบ ซึ่งบริษัทบุหรี่จะให้ทุนวิจัย เพื่อหาข้อมูลมาโต้แย้งกับฝ่ายสุขภาพ ทั้งในเรื่องของการที่นิโคตินเป็นสารเสพติด การสูดควันบุหรี่มือสอง ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการขึ้นราคาบุหรี่ รวมทั้งการจ้างทนายมือดีไว้เพื่อแก้ต่างให้บริษัทในกรณีถูกฟ้องทำวิจัยเรื่องผลต่อเศรษฐกิจแบบบิดเบือน โดยงานวิจัยเหล่านี้มีวัตถุประสงค์ที่จะแสดงให้เห็นว่ากฎหมายควบคุมยาสูบจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อประเทศ หรือต่อธุรกิจบางอย่าง เช่น ภัตตาคาร ตัวอย่างเช่น บอกว่า “ยาสูบมีความสำคัญยิ่งต่อเศรษฐกิจของชาติ หากไม่มีการปลูกยาสูบ ไม่มีโรงงานยาสูบที่ผลิตบุหรี่ และการขายบุหรี่ เศรษฐกิจของรัฐหรือของประเทศจะเสียหาย คนจะตกงาน รัฐจะเก็บภาษีได้น้อยลง และการค้าที่กำลังก้าวหน้าก็จะหยุดชะงัก

การโฆษณา การทำการตลาด และการส่งเสริมการขายอื่นๆ ในวงการค้าและการทำกำไร เครื่องมือหนึ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจใช้ในการสร้างยอดขาย คือการโฆษณาและส่งเสริมการขายบุหรี่ก็เช่นกัน ในแต่ละปี อุตสาหกรรมบุหรี่ใช้เงินมหาศาลในการโฆษณาและส่งเสริมการขายบุหรี่ทางสื่อต่างๆ เฉพาะในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว บริษัทบุหรี่ใช้เงินในการโฆษณาและส่งเสริมการขายถึง 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 222 พันล้านบาท หรือเท่ากับ 3.89 เท่าของงบประมาณกระทรวงสาธารณสุขปี 2542  ( 57,171 ล้านบาท)

บริษัทบุหรี่ใช้กลยุทธ์ในการโฆษณาทุกวิถีทาง ทั้งที่เป็นการโฆษณาโดยตรง และโฆษณาแฝงไปกับกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการผลิตสินค้าอื่นๆ ที่มีสัญลักษณ์ยี่ห้อบุหรี่เพื่อใช้เป็นสื่อโฆษณาอีกทางหนึ่ง เช่น เสื้อยืด พวงกุญแจ สติกเกอร์ที่มีโลโก้บุหรี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสื้อผ้า โดยใช้ชื่อเดียวกับยี่ห้อบุหรี่หรือใกล้เคียง เช่น Camel Trophy, Marlboro Classic แต่ยังคงใช้โลโก้เดียวกัน และแม้กฎหมายประเทศไทยจะห้ามโฆษณาสินค้าที่ใช้ชื่อเดียวกับบุหรี่ แต่ก็ยังมีการหลบเลี่ยง เช่น การแจกสติกเกอร์ การประชาสัมพันธ์ในนิตยสาร เป็นต้น

            จากการศึกษาวิจัยหลายๆ สถาบันทั่วโลก พบว่าการโฆษณาบุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้วัยรุ่นสูบบุหรี่ การวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Tobacco Control Journal เมื่อกลางปี 2541 พบว่า การโฆษณาและส่งเสริมการขายบุหรี่มีผลอย่างมากต่อการเริ่มสูบบุหรี่ของวัยรุ่น และพบว่า วัยรุ่นมักจะสูบบุหรี่ยี่ห้อที่เขาชื่นชอบการโฆษณาของบุหรี่ยี่ห้อนั้น และจากการรายงานผลการวิจัยเรื่อง “การสูบบุหรี่ของวัยรุ่นไทย” ของ ดร. มาร์วิน โกลด์เบอร์ก พบว่า วัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะสูบบุหรี่สูงขึ้น ถ้าพวกเขาเคยรู้ เคยเห็น คุ้นเคย หรือมีสินค้าที่ใช้ชื่อยี่ห้อเดียวกับยี่ห้อบุหรี่ไว้ครอบครองในบางประเทศ มีการลด แลก แจก แถม ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีสัญลักษณ์ยี่ห้อบุหรี่ ทั้งการแจกโดยตรงและการจัดส่งถึงกลุ่มเป้าหมายทางไปรษณีย์หรือการแนบแผ่นโฆษณาไปกับนิตยสารอื่นๆ ซึ่งการมีไว้หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มียี่ห้อบุหรี่นี้ก็เท่ากับเป็นการโฆษณาเคลื่อนที่ และมีการวิจัยพบว่าแม้ผู้ที่ใช้สิ่งของเหล่านี้จะไม่สูบบุหรี่แต่มีทัศนคติที่ดีกับบุหรี่ และจะเลือกสูบบุหรี่ที่มีของแจกเป็นอันดับแรก รัฐบาลของประเทศต่างๆ ทั่วโลก กำลังดำเนินการออกกฎหมายห้ามโฆษณาบุหรี่ แม้อุตสาหกรรมบุหรี่จะได้รับรู้กฎหมายเหล่านั้น แต่ดูเหมือนพวกเขาไม่ได้ซาบซึ้งในเจตจำนงของกฎหมายเหล่านั้นที่ไม่ต้องการให้มีการใช้กลยุทธ์ต่างๆ  มาเชิญชวนให้คนสูบบุหรี่ อุตสาหกรรมบุหรี่ใช้เทคนิคต่างๆ มากมายในการเลี่ยงกฎหมาย โดยการโฆษณาสินค้าชนิดอื่นที่มีชื่อและสัญลักษณ์เดียวกับบุหรี่ เช่น มาร์ลโบโร คาเมล หรือการแจกของชำร่วยที่มียี่ห้อบุหรี่ติดอยู่ และยังขยายการโฆษณา ณ จุดขาย โดยทำให้เป็นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ฯลฯ

การมีฉากสูบบุหรี่หรือโชว์ ซองบุหรี่ในละครหรือภาพยนตร์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บุหรี่หลายยี่ห้อได้ให้เงินสนับสนุนในการผลิตภาพยนตร์ บางราย ได้มีข้อตกลงทำสัญญายินยอมที่จะให้มีฉากสูบบุหรี่ หรือมีการจัดวางบุหรี่ยี่ห้อนั้นๆ ในภาพยนตร์โดยแลกเปลี่ยนกับเงินจำนวนมาก จากเอกสารขององค์กรป้องกันมะเร็งแห่งรัฐนิวเซาท์เวลล์ ประเทศออสเตรเลีย ระบุว่า บุหรี่ Lark จ่ายเงิน 350,000 ดอลลาร์ให้กับหนัง James Bond ตอน License to Kill, บุหรี่ Marlboro จ่ายเงิน 42,000 ดอลลาร์ให้กับหนังเรื่อง Superman II ,  บุหรี่ Eve จ่ายเงิน 30,000 ดอลลาร์ให้กับหนังเรื่อง Supergirl, บุหรี่ Lucky Strike จ่ายเงิน 5,000 ดอลลาร์ให้กับหนัง Beverly Hills Cop

ทำไมบริษัทบุหรี่จึงยอมจ่ายเงินจำนวนมากนี้

  • ตามธรรมชาติของมนุษย์ การกระทำที่เกิดขึ้นล้วนเกิดจากพฤติกรรมการเลียนแบบ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น ภาพยนตร์คือต้นแบบที่สำคัญ
  • ความรู้สึกประทับใจและความนิยมในตัวดาราจะส่งผลให้ผู้ชมสนใจติดตามและเกิดพฤติกรรมการ ลอกเลียนแบบ ลักษณะการพูด ท่าทางการแสดงออก การแต่งกาย ทรงผม รวมถึงการสูบบุหรี่ที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์
  • พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนักแสดงในภาพยนตร์ เป็นตัวกระตุ้นทางหนึ่งที่ทำให้เด็กที่ไม่เคยสูบบุหรี่ เกิดความอยากลองสูบบุหรี่ สำหรับผู้ที่สูบอยู่แล้วก็จะทำให้ยังคงสูบบุหรี่ต่อไป
  • ในหนังบางเรื่องการสูบบุหรี่ หมายถึง การแสดงออกซึ่งความเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งสามารถทำให้เด็กและวัยรุ่นที่ได้ดูหนังเกิดความต้องการที่จะแสดงออกเช่นนี้บ้าง
  • การสูบบุหรี่ในหนังที่แสดงถึงการดำเนินชีวิตประจำวัน สามารถทำให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจผิดว่าการสูบบุหรี่เป็นเรื่องปกติ และเป็นกิจกรรมหนึ่งในชีวิตประจำวันที่คนส่วนใหญ่ปฏิบัติกัน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว จำนวนคนสูบบุหรี่ในแต่ละประเทศเป็นเพียงคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

การลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อน บุหรี่ที่มีอยู่ในตลาดทั่วโลกขณะนี้ประมาณ 1 ใน 3 เป็นบุหรี่เถื่อน ซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้กันว่าที่มาของบุหรี่เถื่อนนั้น เป็นขบวนการที่บริษัทบุหรี่รู้เห็นและเป็นขบวนการที่มืออาชีพดูแลอยู่ บุหรี่เถื่อนมีประโยชน์อย่างมหาศาลต่ออุตสาหกรรมบุหรี่ เพราะอย่างไรก็ตามบุหรี่ก็ยังคงขายออกสู่ตลาดนำรายได้เข้าผู้ผลิต แต่รัฐบาลของประเทศนั้นๆ ต่างหากที่จะสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษี บุหรี่เถื่อนจะมีราคาถูก ซึ่งทำให้เด็กสามารถซื้อบุหรี่ได้ บุหรี่เถื่อนไม่ต้องเสียภาษีใดๆ หรือไม่มีข้อจำกัดในการส่งออก และบริษัทบุหรี่ใช้ข้ออ้างเรื่องบุหรี่เถื่อนมากดดันรัฐบาลไม่ให้ขึ้นภาษีบุหรี่ สำหรับประเทศไทยในช่วงที่ยังไม่เปิดตลาดบุหรี่ให้แก่บุหรี่ต่างประเทศ การกระจายของบุหรี่เถื่อนจะเป็นไปเพื่อให้ลูกค้ารู้จักและนำไปสู่การเปิดตลาดบุหรี่ในโอกาสต่อไป  แต่สำหรับประเทศที่เปิดตลาดแล้ว บุหรี่เถื่อนจะมีราคาถูกกว่าบุหรี่ที่เสียภาษี ซึ่งจะเป็นข้ออ้างของบริษัทบุหรี่เพื่อมิให้ขึ้นภาษีอีก เพราะจะทำให้มีบุหรี่เถื่อนมากขึ้น

การบริจาคเพื่อสร้างพันธมิตร โดยเฉพาะการสนับสนุนกลุ่มผู้หญิง ศิลปะ การละคร การศึกษา กลุ่มผู้ด้อยโอกาสในในสังคม กลุ่มการเมือง และกลุ่มที่มีความสนใจเฉพาะต่างๆ สถานภาพของบุหรี่จึงกลายเป็นเพื่อน เป็นนักสิทธิมนุษยชนและผู้พิทักษ์ความยุติธรรมในสังคม ซึ่งทำให้กลุ่มที่รับเงินเหล่านี้ไม่กล้าคัดค้านบริษัทบุหรี่และในบางครั้งยังลุกขึ้นเป็นปากเสียงแทนบริษัทบุหรี่อีกด้วย

            นอกจากนี้ บริษัทบุหรี่ยังให้ทุนแก่มหาวิทยาลัย ในการศึกษา การวิจัย ฯลฯ มีการ โต้เถียง เรื่องนี้กันทั่วโลก ในประเด็นมหาวิทยาลัยควรรับเงินบริษัทหรือไม่ บางคนคิดว่าไม่ควรรับเพราะเป็นเสมือนการทุจริตทางวิทยาศาสตร์ แต่บางคน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่คุ้นเคยกับบริษัทบุหรี่ เชื่อว่าการห้ามรับเงินจากบริษัทบุหรี่เป็นการขัดขวางอิสรภาพทางการศึกษา

            กลยุทธ์ “บริษัทที่มีสำนึกรับผิดชอบ” ในปี 2537 ผู้บริหารระดับสูงของอุตสาหกรรมยาสูบได้ให้คำสาบานต่อหน้าศาลว่า บุหรี่ไม่ใช่สิ่งเสพติด ซึ่งภายหลังจากมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า พวกเขารู้ดีมานานแล้วว่า นิโคตินในบุหรี่เป็นสารเสพติด ก็ทำให้พวกเขาสูญเสียความน่าเชื่อถือลง ปัจจุบันพวกเขากำลังพยายามที่จะกอบกู้ความน่าเชื่อถือของพวกเขากลับมา โดยทำตัวว่ามีจรรยาบรรณ บริษัทบริติชอเมริกันโทแบคโคทำกิจกรรมที่ทำให้ดูเหมือนว่า พวกเขา “ให้ความร่วมมือกับสังคม” และบริษัทฟิลิป มอร์ริส ก็ทำกิจกรรมที่ทำให้ดูเหมือนว่าพวกเขา “รับผิดชอบต่อสังคม” ตัวอย่างเช่น

1. ให้ทุนสนับสนุนโครงการที่ทำกับโรงเรียนในเรื่องการป้องกันวัยรุ่นจากการสูบบุหรี่เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับตนเองว่า ไม่ต้องการให้วัยรุ่นสูบบุหรี่

2. บริษัทสนับสนุนโครงการป้องกันเยาวชนสูบบุหรี่ 18+ ตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเป็นสินค้าของผู้ใหญ่ โดยบริษัทฟิลิป มอร์ริส อินเตอร์เนชั่นแนลประชาสัมพันธ์ โครงการสิบแปดบวกด้วยการให้ร้านขายบุหรี่แจกแผ่นพับ  “สิบแปดบวก ไม่ถึงสิบแปดไม่ขาย” โดยพิมพ์ข้อความไว้ว่า บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส มีความตั้งใจแน่วแน่ในการที่จะต่อสู้กับปัญหาการสูบบุหรี่ในเด็กและเยาวชน

จากการศึกษาวิจัยของนักวิชาการในต่างประเทศ พบว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้ส่งผลต่อพฤติกรรมการขายบุหรี่แก่วัยรุ่นของร้านขายบุหรี่แต่อย่างใด แต่เป็นเพียงกลยุทธ์ในการสร้างภาพพจน์ของบริษัทบุหรี่ที่ตกต่ำอย่างสุดขีดในขณะนี้

 

ข้อมูล : ศ.นพ.สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล. บรรณาธิการ  “การควบคุมการบริโภคยาสูบ สำหรับบุคลากรและนักศึกษาวิชาชีพสุขาภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 1 พฤษภาคม 2549.

26/ 07/ 2557 3,359
ย้อนกลับ